 |
เอกลักษณ์ของลำพูน
|
|
ลำไย
ลำไย
มีชื่อเรียกพื้นบ้านว่า บ่าลำไย ชื่อภาษาอังกฤษว่า ลองแกน(Longan)
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Nephelium Longana, Canb. หรือ Euphoria
longana, Lamk, วงศ์ Sapedadceae ทีน (Native) ในพื้นที่ราบต่ำของลังกา
อินเดียตอนใต้ เบงกอล พม่า และจีนภาคใต้ เป็นพืชไม้ผลกึ่งร้อนและเขตร้อน
ประวัติลำไย
ลำไยเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ซึ่งอาจมีถิ่นกำเนิดในลังกา
อินเดีย พม่า หรือ จีน แต่ที่พบหลักฐานที่ปรากฏในวรรณคดีของจีนในสมัยพระเจ้าเซ็งแทงของจีนเมื่อ
1,766 ปีก่อนคริสตกาล และจากหนังสือ Ru Ya ของจีนที่เขียนขึ้นเมื่อ
110 ปี ก่อนคริสตกาลได้มีการกล่าวถึงลำไยไว้แล้ว และชาวยุโรป
ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 1514 ก็ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับลำไยไว้
ในปีพ.ศ. 1585 แสดงว่า ลำไยมีการปลูกในจีนที่มณฑลกว่างตุ้ง เสฉวน
มีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฟูเกียน
ลำไยได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศอินเดีย
ลังกา พม่า และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเข้าสู่ประเทศอเมริกาในปลายพุทธศตวรรษที่
25
ในประเทศไทยลำไยคงแพร่หลายเข้ามาในประเทศพร้อมๆ
กับประเทศในเขตนี้ แต่ไม่ปรากฏหลักฐาน หลักฐานที่พบเป็นต้นลำไยในสวนเก่าแก่ของ
ร.อ. หลวงราญอริพล (เหรียญ สรรพเสน) ที่ปลูกในตรอกจันทร์ ถนนสาธุประดิษฐ์
ใกล้วัดปริวาศในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นลำไยที่ขยายพันธุ์มาจากเมล็ดเพาะ
แสดงว่ามีลำไยในประเทศไทยมาก่อนแล้ว และมีการพัฒนาพันธุ์ตาลำดับ
ตามสภาพภูมิอากาศ ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้นำลำไยจากกรุงเทพฯ
ขึ้นมาขยายพันธุ์ ในจังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นก็ขยายพันธุ์สู่ภูมิภาคต่างๆ
ในล้านนา โดยการเพาะเมล็ด จนเกิดการแปรพันธุ์ (Mutation) เกิดพันธุ์ใหม่
ตามสภาพคุณลักษณะที่ดีของภูมิอากาศที่เหมาะสมและเกื้อกูลต่อการเจริญเติบโตของลำไย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดลำพูน มีสภาพภูมิประเทศที่ดีในลุ่มแม่น้ำใหญ่หลายสาย
จนเกิดลำไยต้นหมื่น ที่บ้านหนองช้างคืน อำเภอเมืองลำพูน ซึ่งเก็บผลขายต้นเดียว
ได้ราคาเป็นหมื่น เมื่อปี พ.ศ. 2511 ผลิตผลต่อต้นได้ 40-50 เข่ง
พัฒนาการของลำไยในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะที่จังหวัดลำพูน ถ้านับจากการเสด็จกลับล้านนาครั้งแรกของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
เมื่อปีพ.ศ. 2557 จนถึงลำไยต้นหมื่นที่หนองช้างคืน เมื่อปี พ.ศ.
2511 ก็พัฒนาร่วม 60 ปี และถ้านับถึงปีปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ร่วม
90 ปีแล้ว จนขณะนี้มีลำไยมากมายหลายพันธุ์ และมีการปลูกมากถึง
157,220 ไร่
ประโยชน์ของลำไย
- เปลือกของต้น มีสีน้ำตาลอ่อนหรือเทาและมีรสฝาด ใช้ต้มเป็นยาหม้อแก้ท้องร่วง
- ลำต้น มีขนาดใหญ่ สูงประมาณ 30-40 ฟุต เนื้อไม้มีสีแดงและแข็ง
สามารถทำเครื่องใช้ประดับบ้านได้
- ผล ผลลำไยมีเปลือกสีน้ำตาลอมเขียว ภายในมีเนื้อขาวอมชมพู
ขาวอมเหลือง แล้วแต่สายพันธุ์
- เนื้อลำไยสามารถบริโภคสด บรรจุกระป๋อง ตากแห้ง ทำไวน์ เนื้อลำไยแห้งสามารถทำเป็นชาชงใช้ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง
ช่วยให้หลับสบาย เจริญอาหาร
พันธุ์ลำไย
ลำไยปลูกในหลายประเทศ
ที่สำคัญคือ ประเทศจีน มีการปลูกลำไยถึง 26 พันธุ์ คือ พันธุ์ที่ปลูกในมณฑลกวางตุ้ง
12 สายพันธุ์ ปลูกในประเทศไต้หวันอีก 15 สายพันธุ์ ปลูกในสหรัฐอเมริกามี
1 สายพันธุ์ คือ พันธุ์โคฮาลา พันธุ์ลำไยในประเทศไทย จำแนกออกตามลักษณะผล
เนื้อ เมล็ดและรสชาติ แบ่งได้ 5 พวกคือ
- ลำไยกะโหลก เป็นพันธุ์ลำไยชนิดที่ให้ผลขนาดใหญ่ มีเนื้อหนา
รสหวาน มีหลายสายพันธุ์ คือ สีชมพู ตลับนาก เบี้ยวเขียว อีดอ
อีแดง อีดำ อีเหลือง อีแห้ว
- ลำไยกระดูก เป็นพันธุ์พื้นเมือง ทรงพุ่มกว้างใบหนาทึบ ผลเล็กมีน้ำมาก
เนื้อน้อยไม่หวาน มีน้ำตาลประมาณ 13.75% ขึ้นได้ทั่วไป ปลูกง่าย
เหลือให้เห็นน้อยเพราะไม่นิยมปลูก ไม่มีราคา
- ลำไยธรรมดา มีผลปานกลาง เนื้อหนากว่าลำไยกระดูก เนื้อกรอบบางมีน้ำมากให้ผลดก
- ลำไยสายน้ำผึ้ง ลักษณะคล้ายลำไยธรรมดา แต่เนื้อมีสีเหลืองอ่อน
เนื้อมีรสดีหอมกรอม เมล็ดเล็ก
- ลำไยเถาหรือลำไยเครือ มีลำต้นเลื้อยคล้ายเถาวัลย์ นิยมปลูกไว้ประดับมากกว่ารับประทาน
ชอบขึ้นตามป่าแถบภูเขาบรรทัด ภูเขาดงเล็ก ลำต้นไม่มีแก่นจึงพันเข้ากับรั้วหรือหลัก
ลักษณะลำไย
โดยสรุปแล้ว คุณภาพลำไยจะคล้ายๆกัน แต่พอจะแยกตามลักษณะได้ดังนี้
- ขนาดผล พันธุ์ที่มีผลใหญ่คือ แห้ว ตลับนาค
ชมพู เบี้ยวเขียว พันธุ์ที่มีผลขนาดกลางคือ ใบดำ อีดอ และพันธุ์ที่มีผลส่วนใหญ่จะเล็กคือ
อีแดง
- ขนาดเมล็ด พันธุ์ที่มีเมล็ดเล็กสุดคือตลับนาค
เส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 1.23 เซนติเมตร และพันธุ์ที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ที่สุดคืออีแห้ว
เส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 1.39 เซนติเมตร
- น้ำหนัก พันธุ์ที่มีเนื้อต่อลำไย 1 กิโลกรัม
มีเนื้อหนักมากที่สุด โดยเฉลี่ยคือ อีแห้ว 61.5 กรัม ตลับนาค
55.7 กรัม ชมพู 56.5 กรัม เบี้ยวเขียว 54.3 กรัม อีดอ 47.6
กรัม ใบดำ 44.5 กรัม อีแดง 38.0 กรัม
- เปลือก พันธุ์ที่มีเปลือกหนาคือ เบี้ยวเขียว
อีแห้ว สีชมพู ประมาณ 0.09 เซนติเมตร อีดอและใบดำ หนาปานกลางประมาณ
0.08 เซนติเมตร ผล เปลือกบาง คือ แดง และตลับนาค ประมาณ 0.06
เซนติเมตร
- ความหนาของเนื้อ พันธุ์ที่มีเนื้อหนามากที่สุดคือ
เบี้ยวเขียว ชมพู ตลับนาค และอีแห้ว ส่วนเนื้อบางที่สุดคืออีแดง
- ความกรอบและน้ำน้อย พันธุ์ที่มีความหวานกรอบ
น้ำน้อย คือ ชมพู เบี้ยวเขียว ตลับนาค อีดอ แห้ว ส่วนพันธุ์ที่มีน้ำหนักมาก
ไม่กรอบ คือ อีแดงและใบดำ
- ความหวาน พันธุ์ที่มีความหวานเกิน 20%
คืออีเบี้ยวเขียว สีชมพู อีแห้วและใบดำ พันธุ์ที่มีความหวาน
ระหว่าง 18-20% คือ ตลับนาค อีดอ อีแดง
คุณค่าทางอาหารของลำไย
กองวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้ทำการวิเคราะห์ส่วนประกอบของลำไย
ปรากฏผลว่า
- ลำไยสดทั่วไป ประกอบด้วย น้ำ 81.1% คาร์โบไฮเดรต 16.98%
โปรตีน 0.97% เถ้า 0.56% กาก 0.28% และไขมัน 0.11%
- ในลำไยสด 100 กรัม จะมีค่าความร้อน 72.8 แคลอรี และมีวิตามิน
69.2 มิลลิกรัม แคลเซียม 57 มิลิกรัม ฟอสฟอรัส 35.17 มิลลิกรัม
และธาตุเหล็ก 0.35 มิลลิกรัม
- ลำไยแห้ง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 69.06% น้ำ 21.27% โปรตีน
4.61% เถ้า 3.33% กาก 1.50% และไขมัน 0.171%
- ลำไยแห้ง 100 กรัม จะมีค่าความร้อน 296.1 แคลอรี แคลเซียม
32.05 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 150.5 มิลลิกรัม โซเดียม 4.78 มิลลิกรัม
เหล็ก 2.85 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 1390.3 มิลลิกรัม กรดแฟนโทซินิค
0.72 มิลลิกรัม วิตามินบี 12 จำนวน 1.08 มิลลิกรัม
การตลาดของลำไย
การปลูกลำไย ประมาณ 80% มีพื้นที่สวนลำไยต่ำกว่า 10
ไร่ จึงเป็นเครื่องชี้ระดับหนึ่งถึงฐานทางเศรษฐกิจ และอำนาจการปกครองราคาของชาวสวนลำไยที่แตกต่างกันได้ระดับหนึ่ง
และมีอิทธิพลส่งถึงการกำหนดรูปแบบการซื้อขายลำไย โดยแบ่งรูปแบบการซื้อขายออกเป็น
4 ลักษณะคือ
- การขายยาว เป็นการขายเหมาในลักษณะข้ามปี
ซึ่งจะเป็นกี่ปีและราคาเท่าใดขึ้นอยู่กับข้อตกลง โดยมีการทำสัญญาระยะยาว
อาจมีข้อตกลงในส่วนนี้ไว้ แต่จะดูเฉพาะเงื่อนไขด้วยระยะเวลาเท่านั้น
บางครั้งอาจเป็น 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ผู้ขายได้เงินก้อนในตอนแรก
ผู้ซื้อจะเก็บผลประโยชน์ในสวนจนกว่าจะครบเวลาในสัญญา
- การขายเหมา เป็นการขายเหมาในเวลา 1 ปี
เมื่อเก็บผลิตเสร็จ ก็ถือเป็นครบสัญญา การซื้อขายแบบนี้จะอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ลำไยติดดอกออกผลเล็กๆ
หรือออกผลพร้อมจะเก็บผลิต จะมีพ่อค้าและคนกลางมาดูดอกลำไยแล้วตีราคาเหมาทั้งสวน
เก็บผลลำไยได้หรือไม่ก็ไม่มีผลต่อข้อตกลง ถึงเวลาครบปีก็ถือว่าครบกำหนดสัญญา
- การขายตรง เป็นการขายทางตรงเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น
ชาวสวนจะเก็บผลลำไยเองและขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น แบบต่อรองราคากันเองตามพันธุ์และคุณภาพลำไย
หรือนำไปขายในตลาดนัดหรือนำไปขายในจุดนัดของชาวสวน ผู้ซื้อจะเป็นพ่อค้าท้องถิ่น
ต่างถิ่น บางครั้งก็เป็นพ่อค้าส่งออกเข้าร่วมด้วย
- การฝากขาย โดยปกติจะเป็นเจ้าของสวนรายใหญ่ ผลผลิตมากจะส่งผลิตให้กับพ่อค้าในกรุงเทพฯ
รวมถึงการส่งขายต่างประเทศโดยตรงหรือผ่านนายหน้า ชาวสวนสามารถรวมตัวกันกำหนดราคาฝากขายได้
การส่งออก
ในปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบการส่งออกโดยทางเครื่องบิน
ทางรถไฟ และทางรถยนต์ ซึ่งจะจัดรถห้องเย็นรับซื้อลำไยโดยตรงในท้องถิ่นแล้วนำเข้ากรุงเทพฯ
ขยายไปทางเรือหรือส่งตรงไปประเทศมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ตลาดที่ใหญ่ที่สุดคือ
ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้วิจัยใช้สารกำมะถัน(ซัลเฟอร์ไดออกไซด์)
อบผิวลำไยแล้วเก็บไว้ในห้องเย็นสามารถยืดอายุการรักษาผลลำไยได้
30-40 วัน ทำให้สามารถขยายตลาดลำไยไปถึงประเทศแคนาดา และประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งปัญหาการส่งออกจะมีบ้าง ส่วนมากจะเกี่ยวกับคุณภาพลำไยที่ส่งไป
บางครั้งมีสารเคมีที่ตกค้าง ผลไม่ได้ขนาดและผลไม่แก่เต็มที่
ทำให้รสชาติเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสัญญาณการเตือนภัยในด้านการส่งออกที่ต้องพัฒนาและควบคุมคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นไป
|