|
|
 |
เอกลักษณ์ของลำพูน
|
|
พระธาตุหริภุญชัย
พระธาตุหริภุญชัยเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดลำพูน
และของประเทศไทย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงวินิจฉัยถึงจอมเจดีย์ในทางประวัติศาสตร์
และโบราณคดีของไทยว่ามีอยู่แปดองค์ และได้จำลองเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ
วัดเบญจมบพิตร คือ พระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม พระมหาธาตุเมืองละโว้จังหวัดลพบุรี
พระธาตุหริภุญชัยจังหวัดลำพูน พระธาตุพนมจังหวัดนครพนม พระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียงจังหวัดสุโขทัย
พระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช พระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัยจังหวัดสุโขทัย
และพระเจดีย์ชัยมงคลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ตั้ง
พระธาตุหริภุญชัยประดิษฐานอยู่ในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
ซึ่งเป็นอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ในกลางเมืองลำพูน บนเนื้อที่
25 ไร่ ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง ที่สำคัญยิ่งคือพระธาตุหริภุญชัย
ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาของล้านนาร่วมสิบศตวรรษ
ลักษณะพระธาตุหริภุญชัย
ธาตุหริภุญชัยเป็นเจดีย์พระธาตุ ซึ่งมีลักษณะสถาปัตยกรรมดังนี้
- ส่วนฐาน ชั้นล่างสุดเป็นฐานเขียง ซึ่งมีผนังเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ซ้อนกันขึ้นไป 3 ชั้น ถัดจากฐานเขียงเป็นฐานบัวลูกแก้วหรัอฐานปัทม์
- ส่วนกลาง เป็นชั้นที่ถัดจากบัวลูกแก้วขึ้นไป ทำเป็นฐานเขียงกลมซ้อนกัน
3 ชั้น และถัดขึ้นไปทำเป็นฐานกลม มีลักษณะคล้ายมาลัยเถาซ้อนกัน
3 ชั้น รองรับองค์ระฆังส่วนกลางโดยรอบองค์ระฆัง ทำเป็นลายดุนนูนรูปดอกไม้สี่กลีบ
และระหว่างดอกไม้สี่กลีบมีการทำเป็นลายดุนนูนเป็นรูปพระพุทธรูป
- ส่วนบน ถัดจากองค์ระฆังขึ้นไปเป็นส่วนบัลลังก์ ก้านฉัตร
ปล้องไฉน ปลียอดบนสุดเป็นฉัตรเก้าชั้น
องค์ประกอบทั่วไปของพระธาตุหริภุญชัย
พระธาตุหริภุญชัยปัจจุบันเป็นทรงลังกา
หรือทรงระฆัง มีส่วนสูง 25 วา 2 ศอก ฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก 1
คืบ องค์ประกอบทั่วไปของพระธาตุหริภุญชัยมีดังนี้
- สัตติบัญชร (ระเบียงหอก) ล้อมรั้วไว้ ณ ฐานชั้นล่าง 2 ชั้น
- สำเภาทองประดิษฐานอยู่ประจำรั้วชั้นนอก ในทิศเหนือและทิศใต้ตามคติจักรวาลในการสร้างวัดสมัยโบราณ
- ซุ้มกุมภัณฑ์ (ยักษ์) สร้างไว้ประจำมุมทั้งสี่ทิศ ตามคติความเชื่อในท้าวกุมภัณฑ์เป็นผู้คุ้มครองสถานที่
- ฉัตร อันเป็นเครื่องสูง ใช้ปักเป็นเกียรติยศ ซึ่งฉัตรแบบร่มใช้ถวายเป็นพุทธบูชา
นิยมใช้เพียงชั้นเดียว มีลวดลายแกะสลักซับซ้อนลวดลายละเอียด
ประดับไว้ตามมุมทั้ง 4 ทิศ
- หอยอ สร้างประจำทิศทั้ง 4 ภายในหอยอ มีพระพุทธรูปนั่งประจำหอยอทุกหอ
- โดมที่ประทับและแท่นบูชา จะก่อสร้างประจำไว้เพื่อใช้เป็นที่สักการบูชา
ตำนานการก่อสร้าง
ในชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวถึงเรื่องมหาธาตุปรากฏขึ้นที่เมืองหริภุญชัยว่า
วันหนึ่งพญาอาทิตยราชให้ทรงสร้างปราสาทและซุ้มพระบังคน (ส้วม)
ขึ้น เมื่อพระองค์จะไปพระบังคนในซุ้มใกล้ปราสาทนั้นครั้งใด ก็จะมีกาบินมาโฉบพระเศียรแล้วสละวัจจะ(มูล)
ลงบนพระเศียร ใช้ปีกโฉบพระเศียรบ้างหลายครั้ง พญาอาทิตยราชทรงกริ้ว
จึงสั่งจับกาตัวนั้นให้จงได้ เมื่อจับกาได้ก็ทรงดำริจะฆ่ากาเสีย
แต่อำมาตย์ได้ทูลทัดทานขอให้ตรัสถามผู้รู้ตำราโหรดูก่อน ครั้งถึงตอนกลางคืน
พญาอาทิตยราชทรงพระสุบินนิมิตว่าเทวดามาสนทนาว่า ขอให้พระองค์นำเอาทารกแรกเกิดได้
7 วัน มาอยู่เลี้ยงใกล้ๆกับกรงกา ทารกนั้นฟังภาษากาทุกวันก็จะทราบภาษากาได้
พญาอาทิตยราชจึงทำตามที่เทวดาบอก
เมื่อทารกเติบใหญ่ได้ 7 ปี ก็รู้ภาษากาและภาษาคน จึงเล่าความเป็นมาให้ทราบว่า
สถานที่สร้างหอพระบังคนไว้นั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พญาอทิตยราชจึงสั่งให้รื้อสิ่งปลูกสร้างปรับสถานที่ ตกแต่งด้วยดอกไม่ปักราชวัตรโดยรอบกว้าง
10 วา แล้วป่าวร้องให้ชาวพระนครมาสักการบูชา พระองค์ได้ทรงอธิษฐานอาราธนาก็ปรากฏรัตนผอบที่บรรจุพระบรมธาตุโผล่ขึ้นมาจากดิน
สูงประมาณ 3 ศอก เปล่งฉัตรพรรณรังสีลอยอยู่ ณ ที่นั้น เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ชาวพระนครยิ่งนัก
พระองค์จึงโปรดให้สร้างสถูปทรงปราสาทสูง 12 ศอกครอบไว้ แล้วโปรดให้สร้างโบสถ์วิหาร
ศาลาใหญ่น้อยถือเป็นพระอารามหลักแห่งนครหริภุญชัย สร้างเพื่อบำเพ็ญพระกุศลกับพุทธศาสนานานัปการ
นับเป็นยุคที่รุ่งเรืองของเมืองหริภุญชัย ในเวลาต่อมาพระมเหสีของพระองค์ชื่อ
ปทุมวดีเทวี โปรดให้ทรงสร้างเจดีย์ทรงละโว้ ได้ชื่อว่า สุวรรณเจดีย์
ประดับด้วยทอง(ปทุมเจดีย์) ไว้ในสถานที่ใกล้เคียงกันกับพระธาตุหริภุญชัย
ตำนานมูลศาสนาได้กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้ว่า เมื่อครั้งพุทธกาล
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากเมืองพาราณสีมาทางอากาศ ประทับยังที่แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกแห่งแม่น้ำระมิง
ทอดพระเนตรดูในที่นั้น พร้อมกับทรงมีพุทธพยากรณ์ว่า เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว
ในที่นี้จงบังเกิดเป็นมหานครอันหนึ่ง และจักมีพญาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า
อาทิตยราช จักได้เสวยราชสมบัติในเมืองนี้ เหตุนี้ธาตุของพระองค์ก็จักมาอยู่ที่นี้
เพื่อให้พญาองค์นั้นเอาออกมาเพื่อปรากฏเป็นที่สักการะแก่หมู่เทพยดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ในครั้งนั้นยังมีกาเผือกตัวหนึ่งบินตามพระศาสดามาแต่ป่าหิมวันต์
ครั้งได้ยินพุทธพยากรณ์ก็จำได้สิ้น เมื่อบินกลับไปถึงป่าหิมวันต์จึงเรียกกาดำผู้เป็นหลานมาเล่าถ้อยคำพุทธพยากรณ์
พร้อมกับให้กาดำนั้นเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นตลอดมา ครั้งถึงกาลที่พญาอาทิตราชเกิดมาแล้ว
กาดำนั้นก็กลับคืนไปสู่ป่าหิมวันต์แห่งมันดังเดิมในวันนั้น
พระธาตุหริภุญชัยเป็นพระธาตุที่มีอายุยืนยาวนาน มีศิลปะการก่อสร้างที่เป็นเลิศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธาตุหริภุญชัยสร้างด้วยศิลาแลง และอิฐผสมน้ำเชื้อด้วยวัสดุที่จับกันแน่นจนมีอายุยืนนาน
สร้างความประหลาดใจต่อผู้พบเห็น และสร้างความประทับใจทำให้มีจิตเบิกบาน
เกิดศรัทธาเลื่อมใสแก่พุทธศาสนิกชนทุกคนที่เข้ากราบไหว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหนึ่งในสิบสองพระธาตุประจำปีเกิดตามคติความเชื่อของล้านนา
ที่มีประเพณีไหว้พระธาตุเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตน โดยยึดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในรอบปีเกิด
ซึ่งพระธาตุหริภุญชัยเป็นพระธาตุประจำปีเร้า(ปีระกาหรืปีไก่)
การนมัสการพระธาตุหริภุญชัย
การนมัสการพระบรมธาตุนั้น นอกจากการพนมมือไหว้แล้ว ควรจะเดินเวียนเทียนรอบเจดีย์พระบรมธาตุด้วย
(โดยมาก 3 รอบ) ต้องเวียนขวา คือหันด้านขวาเข้าหาองค์พระธาตุเจดีย์
ถ้ามีเวลาเตรียมตัวอาจเตรียมดอกไม้ โดยเฉพาะดอกบัว ธูป เทียน
ไปนมัสการ และควรมีทองคำเปลวปิดบูชาตามความเหมาะสมด้วย ส่วนการไหว้พระธาตุนั้น
ควรพนมมือยกสูง ให้นิ้วอยู่เหนือศีรษะ ปลายนิ้วมือมุ่งตรงไปยังยอดเจดีย์
ค้อมศีรษะลงจะรับพลังกุศลธรรมและวิมุตติธรรมจากองค์พระบรมธาตุได้มาก
รวมทั้งมีสมาธิในการสักการะและตั้งอธิฐานจิตสูงขึ้นด้วย
คำไหว้พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
| สุวัณณะเจติยัง |
หริภุญชะยัฎฐัง |
วะระโมลีธารัง |
อุรัฎฐิเสฎฐัง |
| สะหะอังคุลิฎฐิง |
กัจจายะเนนานิตะ |
ปัตตะปูรัง |
สีเสนะ มัยหัง |
| ปะณะมามิธาตุง |
อะหังวันทามิ |
สัพพะทา |
|
ข้าพเจ้า ขอเอาเศียรเกล้าของข้าพเจ้า นอบน้อมพระธาตุอันเป็นพระเจดีย์ทอง
ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหริภุญชัย คือพระอัฐิเบื้องธาราพระโมลีอันประเสริฐ
พระอัฐิเบื้องพระทรวงอันประเสริฐสุด กับทั้งพระอัฐิพระองคุลี
และพระธาตุย่อมเต็มบาตรหนึ่ง อันพระกัจจายะนะนำมา ข้าพเจ้าขอวันทา
ในกาละทุกเมื่อแล
|
|
|
|
|